EN
เด็กหญิงนั่งขัดสมาธิอ่านหนังสือ “หนูน้อยเซราฟีน” อยู่ริมหน้าต่างบ้านไม้ มองออกไปเห็นทุ่งนาเขียวและภูเขาไกล ๆ
บทความ

หนูน้อยเซราฟีน

หนังสือวัยเด็กที่หายไป แต่เรื่องราวยังไม่เคยหายจากใจ

มีหนังสืออยู่เล่มหนึ่งที่จำเนื้อหาได้ไม่หมด จำหน้าปกได้เลือน ๆ และตอนนี้ก็ไม่รู้แล้วว่ามันหายไปอยู่ที่ไหน

แต่แปลกมากที่ภาพบางภาพจากในเล่มยังอยู่ในหัวชัดเจน

หนังสือเล่มนั้นชื่อ หนูน้อยเซราฟีน

ชื่อต้นฉบับ
Séraphine ou les Ficelles de Paquet-de-Nerfs
ผู้เขียน
André Berge — แพทย์และนักจิตวิเคราะห์ชาวฝรั่งเศส
ต้นฉบับ
Flammarion, ปี 1954
ผู้แปลไทย
พูลสุข ตันพรหม
ฉบับไทย
กรมวิชาการ กระทรวงศึกษาธิการ, พ.ศ. 2535 · 129 หน้า

ข้อมูลฉบับไทยจากร้านหนังสือเก่า · ข้อมูลฉบับภาษาฝรั่งเศสจาก Flammarion / Fnac — ฉบับดิจิทัลที่ยังหาอ่านได้ตอนนี้ระบุ Jozef Wilkoń เป็นผู้วาดภาพประกอบ

เคยอ่านและเก็บเล่มนี้ไว้ตั้งแต่เด็ก พอโตขึ้นแล้วหยิบกลับมาอ่านอีกครั้ง ความรู้สึกกลับไม่เหมือนเดิมเลย

ตอนเด็ก เราอาจเห็นเพียงนิทานแฟนตาซีที่มีตัวละครประหลาด ๆ แต่เมื่อโตขึ้น เราจะเริ่มมองเห็นผู้ใหญ่ที่เร่งรีบ เด็กที่ควบคุมอารมณ์ตัวเองไม่ได้ เวลาที่หายไปโดยไม่รู้ตัว และความรู้สึกบางอย่างที่ยังอยู่ในตัวเรามาจนถึงวันนี้

พอรู้ตัวอีกที หนังสือเล่มจริงก็หายไปแล้ว

ต้านจึงอยากเขียนเรื่องราวของมันเก็บไว้ที่นี่ ให้เว็บไซต์แห่งนี้เป็นชั้นหนังสือเล็ก ๆ สำหรับสิ่งที่ไม่อยากให้หายไปเป็นครั้งที่สอง

นิทานที่ไม่ได้เกิดจากห้องตรวจ แต่เริ่มจากการเล่าให้ลูกฟัง

André Berge เป็นแพทย์ นักจิตวิเคราะห์ และทำงานด้านจิตวิทยาเด็ก ครอบครัว และการศึกษา

แต่นิทานทั้งสี่เรื่องในเล่มไม่ได้เริ่มจากความตั้งใจจะเขียนตำราสอนเด็ก มันผ่านการเล่าให้เด็กฟังมาก่อน และในเวลานั้น Berge ก็เป็นเพียงพ่อคนหนึ่งที่เล่านิทานให้ลูก ๆ สนุก

นี่อาจเป็นเหตุผลที่หนังสือพูดเรื่องยากอย่างอารมณ์ ความรีบ ความสัมพันธ์ในครอบครัว และการควบคุมตัวเอง ได้โดยไม่ทำให้เด็กรู้สึกว่ากำลังถูกสั่งสอน

หนังสือประกอบด้วยนิทานสี่เรื่อง

  1. เซราฟีนกับเส้นด้ายของก้อนอารมณ์ Séraphine ou les Ficelles de Paquet-de-Nerfs
  2. กษัตริย์แห่งผู้ก่อกวน Le Roi des embêtants
  3. โจรขโมยนาที Le Voleur de minutes
  4. เด็กหญิงผู้เป็นแสงแดด La Petite fille rayon de soleil

ทั้งสี่เรื่องทำสิ่งเดียวกัน คือหยิบความรู้สึกที่มองไม่เห็นออกมาสร้างเป็นตัวละคร เพื่อให้เด็กมองเห็นและพูดถึงมันได้ง่ายขึ้น

1. เซราฟีนกับเส้นด้ายของก้อนอารมณ์

นิทาน

เรื่องแรกเริ่มขึ้นในร้านค้าที่ไม่ได้ขายเสื้อผ้า ขนม หรือของเล่น

ร้านนี้ขายเด็กทารก

เด็กทุกสี ทุกขนาด ถูกแขวนห้อยจากเพดานด้วยเชือกยาว บางคนหัวเราะ บางคนร้องไห้ บางคนร้องเพลง เสียงในร้านจึงดังไม่ต่างจากกรงนกขนาดใหญ่

แต่เจ้าของร้านไม่เคยปวดหัว เพราะเขาหูตึงเล็กน้อย

เขาเป็นชายชราที่เหลือผมบนศีรษะเพียงเส้นเดียว ใช้เวลาส่วนใหญ่ก้มหน้าบวกเลขยาก ๆ ในสมุดเล่มหนา รอบตัวมีภูตจิ๋วที่มองไม่เห็นคอยแกล้ง ทั้งดึงผมเส้นนั้น ซ่อนแว่น ทำหมึกหก และจั๊กจี้ฝ่าเท้าให้หัวเราะ

ถึงอย่างนั้น ชายชราก็ยังทำงานต่อราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น

ร้านขายเด็กทารก เด็ก ๆ ห้อยอยู่ในเปลผ้าจากเพดาน ขณะชายชราก้มหน้าบวกเลขในสมุดเล่มหนา

วันหนึ่ง คู่สามีภรรยาหนุ่มสาวนามว่า Monsieur และ Madame Bonménage เดินเข้ามา

ทั้งคู่หน้าตาดี จิตใจดี และรักกันมาก แต่มีนิสัยประหลาดอยู่ข้อหนึ่ง พวกเขามักทะเลาะกันเพราะต่างฝ่ายต่างพยายามยอมให้อีกคนเป็นผู้ถูก

เมื่อถูกถามว่าอยากได้ลูกชายหรือลูกสาว คนหนึ่งตอบว่าลูกชาย อีกคนตอบว่าลูกสาว พอได้ยินคำตอบของกันและกัน ทั้งคู่ก็รีบเปลี่ยนใจพร้อมกัน แล้วเปลี่ยนกลับไปกลับมา จนไม่มีใครจำได้ว่าตอนแรกใครอยากได้อะไร

เรื่องสีตาก็เป็นแบบเดียวกัน ภรรยาอยากให้ลูกมีตาสีเข้มเหมือนสามี ส่วนสามีอยากให้ลูกมีตาสีฟ้าเหมือนภรรยา

เจ้าของร้านจึงเตือนว่า อย่าให้ความสำคัญกับสิ่งที่มองเห็นภายนอกมากนัก เด็กอาจหน้าตาไม่สมบูรณ์แบบ แต่ถ้าเป็นเด็กดีและฉลาด พ่อแม่ก็ยังรัก และไม่ยอมแลกกับเด็กหน้าตางดงามที่นิสัยไม่ดีแน่นอน

เมื่อทั้งสองเห็นตรงกันได้เสียที ชายชราจึงมอบเด็กผู้หญิงพิเศษให้

ดวงตาของเธอเหมือนสร้างจากเศษสีครามบนท้องฟ้า ผิวเหมือนหิมะบนยอดเขาที่ถูกแดดเย็นแต้มเป็นสีชมพู เส้นผมละเอียดราวทองคำ หัวใจสร้างจากทองบริสุทธิ์ และสมองใสราวคริสตัล

เด็กหญิงคนนั้นได้ชื่อว่า เซราฟีน

แต่ในจังหวะที่พ่อแม่อุ้มเธอออกจากร้าน กลับมีเสียงหัวเราะประหลาดดังขึ้น คล้ายเสียงที่ไม่เป็นมิตร และเหมือนมันดังออกมาจากตัวเด็กหญิงผู้กำลังหลับอย่างสงบ

พ่อแม่ได้ยิน แต่เจ้าของร้านผู้หูตึงไม่ได้ยินอะไรเลย

นั่นคือสัญญาณแรกว่า แม้แต่เด็กที่ถูกสร้างมาให้ดูสมบูรณ์แบบที่สุด ก็ยังมีบางอย่างซ่อนอยู่ภายใน

คู่สามีภรรยาอุ้มทารกออกจากร้าน มีก้อนเส้นด้ายพันกันยิ้มเจ้าเล่ห์อยู่ในเงาด้านหลัง

สิ่งนั้นถูกเรียกว่า Paquet-de-Nerfs

Paquet-de-Nerfs แปลตรงตัวว่า “ก้อนเส้นประสาท” — ในเรื่องนี้คือ ก้อนอารมณ์ตึงเครียด ที่ขดอยู่ในตัวเด็กคนหนึ่ง และมีเส้นด้ายโยงออกมาชักใยเธอเหมือนหุ่นกระบอก

เมื่อเส้นด้ายถูกดึง เซราฟีนก็ทำเรื่องที่ขัดกับความรู้สึกจริงของตัวเอง เธออาจรักใครสักคน แต่แสดงท่าทีตรงกันข้าม อาจรู้ว่าอะไรไม่ควรทำ แต่หยุดตัวเองไม่ทัน

หัวใจของเรื่องจึงไม่ใช่การตัดสินว่าเซราฟีนเป็น “เด็กดี” หรือ “เด็กดื้อ” แต่คือคำถามว่า เธอจะหยุดเป็นหุ่นเชิดของสิ่งที่อยู่ในตัวเองได้อย่างไร

อ่านตัวอย่างต้นฉบับภาษาฝรั่งเศสได้ที่ Numilog

ตกผลึกในวัยผู้ใหญ่

ตอนเด็ก เราอาจจินตนาการถึงตัวประหลาดที่ซ่อนอยู่ในใจ

แต่พออ่านในฐานะผู้ใหญ่ จะเห็นว่าเราทุกคนต่างมี Paquet-de-Nerfs ของตัวเอง

มันโผล่มาในวันที่เหนื่อยมาก ๆ ในตอนที่ความกังวลหลายเรื่องมารวมกัน หรือในจังหวะที่เราพูดบางอย่างแรงเกินไป แล้วมานั่งเสียใจทีหลัง

การรู้ว่ามี “เส้นด้าย” กำลังดึงเราอยู่ ไม่ได้แปลว่าไม่ต้องรับผิดชอบต่อสิ่งที่ทำ แต่มันช่วยไม่ให้เรารีบสรุปว่าตัวเองเป็นคนแย่

เราอาจเพียงกำลังถูกอารมณ์บางอย่างดึงอยู่ และเมื่อมองเห็นมัน เราก็เริ่มเลือกได้ว่าจะปล่อยให้มันดึงต่อ หรือหยุดก่อนจะขยับตาม

2. กษัตริย์แห่งผู้ก่อกวน

นิทาน

พ่อของเด็กชายชื่อ Japhi เป็นผู้ใหญ่ที่มีเรื่องต้องทำตลอดเวลา

แต่ยิ่งรีบเท่าไร ของที่ต้องใช้ก็ยิ่งหายพอดี

ต้องการกุญแจ กุญแจก็หาไม่เจอ ต้องใช้เอกสาร เอกสารแผ่นนั้นก็หายเข้าไปในกองกระดาษ อะไรที่จำเป็นเป็นพิเศษ มักไม่อยู่ในที่ที่ควรอยู่

ความรู้สึกเหมือนมีใครจงใจกลั่นแกล้ง ถูกทำให้กลายเป็นตัวละครที่ชื่อ กษัตริย์แห่งผู้ก่อกวน

ชายคนหนึ่งค้นของบนโต๊ะที่เต็มไปด้วยกระดาษ กษัตริย์ตัวจิ๋วสวมมงกุฎโผล่จากลิ้นชักพร้อมกุญแจ

ตกผลึกในวัยผู้ใหญ่

สิ่งที่ดีที่สุดของเรื่องนี้ คือมันไม่เริ่มด้วยการตำหนิว่าผู้ใหญ่คนนี้สะเพร่าหรือจัดการชีวิตไม่ดี

มันเริ่มจากการยอมรับความรู้สึกก่อนว่า ในเวลาที่รีบมาก ๆ การหาของชิ้นเล็กไม่เจอ ทำให้รู้สึกเหมือนโลกทั้งใบรวมหัวกันแกล้งเราได้จริง ๆ

อ่านในวันนี้ กษัตริย์องค์นั้นอาจไม่ใช่สิ่งมีชีวิตหลังตู้ เขาซ่อนอยู่ในความรีบ ในโต๊ะที่เราวางของโดยไม่ทันมอง ในสมองที่คิดพร้อมกันหลายเรื่อง หรือในความหงุดหงิดที่ทำให้ของตรงหน้าเหมือนล่องหนไป

บางครั้งเราไม่ได้ต้องการใครมาสอนให้ “มีสติ” เพิ่มอีกประโยค เราอาจแค่ต้องหยุด หายใจ และยอมรับว่าตอนนี้กำลังวุ่นวายจริง ๆ

เมื่อความรีบลดลง กษัตริย์องค์นั้นก็มักตัวเล็กลงตามไปด้วย

3. โจรขโมยนาที

นิทาน

โจรในนิทานทั่วไปมักขโมยเงิน เครื่องประดับ หรือของมีค่า

แต่โจรในเรื่องนี้ขโมยสิ่งที่มองไม่เห็น และเมื่อรู้ตัวว่าหายไป ก็ตามเอากลับคืนไม่ได้แล้ว

สิ่งนั้นคือ “เวลา”

เรื่องนี้พูดถึงนาทีจำนวนมากที่ถูกเครื่องจักรอันหิวโหยกลืนกิน จนกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตสมัยใหม่

โจรสวมหมวกทรงสูงเก็บเม็ดแสงจากนาฬิกาและวิทยุใส่ถุง ขณะผู้คนเดินผ่านไปโดยไม่สังเกต

ตกผลึกในวัยผู้ใหญ่

ที่น่าทึ่งคือหนังสือเล่มนี้ออกมาตั้งแต่ปี 1954 — ก่อนสมาร์ตโฟน ก่อนโซเชียลมีเดีย ก่อนการแจ้งเตือนที่ดังทั้งวัน

แต่แนวคิดเรื่องเวลาที่ถูกเครื่องมือรอบตัวขโมยไป กลับฟังเหมือนเขียนถึงชีวิตเราตอนนี้

ทุกวันนี้โจรขโมยนาทีไม่ต้องแอบเข้าบ้าน มันอยู่ในโทรศัพท์ ในข้อความที่เด้งขึ้นระหว่างทำงาน ในคลิปสั้นที่ตั้งใจดูแค่คลิปเดียว หรือในช่วงที่เราเปิดหลายอย่างพร้อมกัน จนจำไม่ได้ว่าเดิมทีหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาทำไม

ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ทุกนาทีต้องมีประโยชน์ เวลาพัก เวลานั่งเล่น หรือเวลาที่ไม่ได้ทำอะไรเลยก็มีคุณค่า

สิ่งที่ต่างกันคือ เราเลือกใช้เวลานั้นเอง หรือรู้ตัวอีกทีก็พบว่ามันถูกหยิบไปโดยที่เราไม่ทันตัดสินใจ

เรื่องนี้ไม่ได้บอกให้เราวิ่งแข่งกับเวลา แต่เตือนให้กลับมาเป็นเจ้าของเวลาของตัวเองอีกครั้ง

4. เด็กหญิงที่เป็นแสงแดด

นิทาน

นิทานเรื่องสุดท้ายเล่าถึงเด็กหญิงผู้สื่อสารกับสัตว์ ต้นไม้ และสิ่งต่าง ๆ ในธรรมชาติได้ดีกว่าผู้ใหญ่

เมื่อต้องออกตามหาพ่อแม่ เธอเปลี่ยนตัวเองเป็นลำแสงแดด เพื่อเดินทางไปค้นหาพวกเขา

เด็กคนหนึ่งไม่ได้ออกตามหาพ่อแม่ด้วยพลังวิเศษที่แข็งแกร่ง ไม่ได้ถือดาบ ไม่ได้เอาชนะใคร แต่เปลี่ยนตัวเองเป็นสิ่งที่อบอุ่น เบา และไปได้ทุกที่

เด็กหญิงก้าวออกจากบ้านแล้วค่อย ๆ กลายเป็นลำแสงสีทองพาดผ่านทุ่งหญ้าที่มีกวางและกระต่าย

ตกผลึกในวัยผู้ใหญ่

เรื่องนี้กำลังพูดถึงความสามารถอย่างหนึ่งของเด็ก ที่ผู้ใหญ่มักค่อย ๆ ทำหายระหว่างทาง — การมองโลกด้วยความสนใจจริง ๆ

เด็กยังหยุดดูมดเดินได้ ยังสงสัยว่าต้นไม้รู้สึกอะไร ยังได้ยินเสียงเล็ก ๆ ที่ผู้ใหญ่มองว่าไม่สำคัญ

เมื่อโตขึ้น เราเรียนรู้ชื่อของสิ่งต่าง ๆ มากขึ้น แต่บางครั้งกลับมองเห็นมันน้อยลง

  • รู้ว่าต้นไม้ต้นนี้ชื่ออะไร แต่ไม่ได้หยุดมองมัน
  • รู้ว่าแสงเกิดจากอะไร แต่ไม่ได้รู้สึกถึงความอุ่นของมัน
  • รู้วิธีเดินทางให้เร็วที่สุด แต่ไม่รู้แล้วว่าระหว่างทางมีอะไร

เด็กหญิงผู้กลายเป็นแสงแดดจึงไม่ได้มีพลังเพราะเธอแข็งแรงกว่าใคร แต่เพราะเธอยังเชื่อมต่อกับโลกในแบบที่ผู้ใหญ่หลงลืมไปแล้ว

หนังสือเด็กที่กำลังพูดกับผู้ใหญ่

เมื่อมองทั้งสี่เรื่องพร้อมกัน จะเห็นว่า André Berge กำลังทำสิ่งเดียว คือเปลี่ยนสิ่งที่จับต้องไม่ได้ให้กลายเป็นภาพ

มันไม่รีบตีตราว่าเด็กดื้อ ผู้ใหญ่สะเพร่า หรือคนที่ควบคุมตัวเองไม่ได้เป็นคนไม่ดี แต่ช่วยตั้งชื่อให้สิ่งที่เกิดขึ้นภายในใจ

การที่เรายังจัดการความรู้สึกไม่ได้ ไม่ได้แปลว่าเราไม่มีทางจัดการมันได้ เราอาจเพียงยังมองไม่เห็นว่ามีอะไรดึงเส้นด้ายอยู่

ตัวละครจากทั้งสี่เรื่องอยู่ในภาพเดียวกัน — ชายกับกษัตริย์จิ๋ว โจรขโมยนาที เด็กหญิงกับเส้นด้าย และเด็กหญิงผู้เป็นแสงแดด

สี่บทเรียนที่ติดตัวมาจนโต

  1. เมื่อหงุดหงิด เราอาจไม่ได้เป็นคนแย่ แต่มีเส้นด้ายบางเส้นกำลังถูกดึง
  2. เมื่อของหาย โลกไม่ได้เกลียดเรา เราอาจแค่กำลังรีบเกินไป
  3. เมื่อวันหนึ่งผ่านไปเร็วมาก อาจมีโจรบางตัวหยิบเวลาเราไปทีละนาที
  4. เมื่อโลกแข็งกระด้างเกินไป เรายังเลือกกลับมาเป็นแสงอุ่น ๆ ให้ตัวเองและคนรอบข้างได้

หนังสือเล่มจริงอาจหายไปแล้ว

ต้านไม่ได้คิดถึง “หนูน้อยเซราฟีน” เพราะอยากกลับไปเป็นเด็กอีกครั้ง

แต่คิดถึงวิธีที่เด็กคนนั้นเคยมองโลก—โลกที่ความรู้สึกมีรูปร่าง ความวุ่นวายมีชื่อ เวลาอาจถูกขโมย และความอ่อนโยนสามารถกลายเป็นแสงแดดได้

หนังสือเล่มนี้เคยทำให้เรื่องยาก ๆ ในใจ กลายเป็นภาพที่เด็กคนหนึ่งพอจะเข้าใจ และเมื่อเราเรียกสิ่งที่เกิดขึ้นข้างในได้ เราก็เริ่มมองเห็นว่า ความรู้สึกเหล่านั้นเป็นเพียงสิ่งที่กำลังเกิดขึ้น ไม่ใช่ทั้งหมดของตัวเรา

เราอาจยังหงุดหงิด ยังวุ่นวาย หรือเผลอปล่อยเวลาให้หลุดมือไปบ้าง แต่เมื่อมองเห็นว่าอะไรกำลังดึงเส้นด้ายอยู่ อย่างน้อยเราก็มีโอกาสหยุด และเลือกว่าจะทำอย่างไรต่อไป

หนังสือเล่มจริงอาจหายไปจากบ้านนานแล้ว แต่สิ่งที่มันทิ้งไว้ในเด็กคนหนึ่งยังไม่เคยหายไปไหน

วันนี้ต้านจึงพาเรื่องราวของมันกลับมาเก็บไว้ในบ้านออนไลน์หลังนี้ เผื่อวันหนึ่งจะมีเด็กหรือผู้ใหญ่คนไหนผ่านมา และกำลังพยายามทำความเข้าใจกับสิ่งยุ่งเหยิงในใจของตัวเองเหมือนกัน

สุดท้าย สิ่งที่ต้านตามหาจนเจอ อาจไม่ใช่หนังสือเล่มเดิม
แต่เป็นสายตาของเด็กคนนั้น ที่ยังมองโลกอยู่ข้างในเรามาตลอดค่ะ

เด็กหญิงกับผู้หญิงวัยผู้ใหญ่นั่งอ่านหนังสือเล่มเดียวกันริมหน้าต่าง เส้นด้ายที่พันกันคลายออกเป็นแสงสีทอง

แหล่งข้อมูล

แชร์บทความนี้

ถ้าบทความนี้มีประโยชน์ ทิปเล็ก ๆ ช่วยให้ต้านเขียนต่อได้นะคะ 🧡

ความคิดเห็น

ถ้าอ่านแล้วมีอะไรอยากบอก ทิ้งคอมเมนต์ไว้ได้เลย ต้านอ่านทุกอันค่ะ

ร่วมแสดงความคิดเห็น

อีเมลจะเป็นความลับ เห็นเฉพาะต้านเท่านั้น